2006/Oct/22

ความเดิมตอนที่แล้ว
ตอนแรก Pompoko go inter: From airport 2 airport ตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่องยันมาเหยียบเมกา

ตอนที่ 2 Pompoko Go Inter: Livin a Life ดำรงชีวิตก่อนการทำงานใช้แรงงาน

ตอนที่ 3 Pompoko go inter: Work Work Work วันๆทำงานไรบ้าง

ตอนที่ 4 Pompoko go inter: Being a Food Host เป็น Food Host ไม่ใช่ง่ายๆ

ตอนที่ 5 Pompoko go inter (5) : U Give Me 5 !! เป็นแคชเชียร์สนุกมั้ย? เงินเค้าเรียกยังไง นับยังไง มีอะไรกินในแคฟบ้าง

นี่เป็นบลอคเปิดใหม่เป็นเรื่องเมกาและ Work and Travel โดยเฉพาะนะคะ
ถ้าอยากอ่านเรื่องทั่วไป แนะนำให้ไปอ่าน Pompoko เจ้าเดิมนะคะ

อ่านแล้วเม้น หรือฝากรอยเท้าเอาไว้หน่อยนะคะ บลอคนี้ไม่ว่าค่ะ ถ้าจะเม้นว่า
"แวะมาดู", "อ่านแล้วนะ", "เขียนไรวะ?"
จะได้รู้ว่ามีคนเข้ามาอ่านน่ะค่ะ ทำรูปนานนะโว้ยยยย...................ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
อยากให้คนมาอ่านอ่า


เอาล่ะ หลังจากบ่นเรื่องงานมาหลายบลอค ได้เวลาเที่ยวกันแว้วววววววววว.......
เตรียมเสื้อผ้า หน้าผมให้ดี วันนี้เจ๊จะพาไปเที่ยวสวนสนุกกัน


รูปนี้ถ่ายวันแรกเลยที่มาเหยียบที่นี่.... ชอบฟ้ามาก...

เล่ามาหลายทีแล้วว่า Cedar Pointนั้น เป็นสวนสนุกเก่าแก๊ เก่าแก่ ขี้เกียจเล่าและ อยากรู้ไปอ่านเอาเอง
จริงๆเครื่องเล่นก็เหมือนๆกับสวนสนุกอื่นในเมกาล่ะ เช่น Six Flagsไรเงี้ย แล้วที่ตลกคือ เวลามีคนส่งเมลมาบอกว่า เสียวสุดๆ อ่ะ มันมีเครื่องเล่นของที่นี่ด้วย แปลว่าไม่ธรรมดานะฮ้า

คือ หลังจากที่เราสัมภาษณ์ได้ที่นี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มคิดหนัก เวรกรรม แค่ดรีมเวิร์ลกูยังไม่เล่นเลย จะไปซีดาร์พอยท์เพื่อ?...
เราก็ตั้งปณิธานว่า "กูไม่เล่นเครื่องเล่นนะ" ยกเว้นชิงช้าสวรรค์และกระเช้าลอยฟ้า
แต่ปรากฎว่า.........กูกลายเป็นเล่นหลายอย่างยกเว้นสองอย่างข้างต้น


ฝรั่งนายนี้ ชื่อ นายแดน แรกๆมาทำเนียนกินข้าว ไอ่เราคนไทยก็สงสารให้กินอยู่หลายมื้อแต่ตอนหลังแฟนฮีมาเป็นสาวฟิลิปปินส์ น่ารักทั้งคู่เลย ทำงานหาเงินเที่ยวกันทั้งคู่

เริ่มแรกเรามาทัวร์สวนสนุกกันชิวๆก่อน สวนสนุกนี้ มีตัวสนู้ปปี้เป็นมาสคอต เพราะว่าโคกัน ของในนั้นก็มักจะมีรูปเจ้าพวกนี้อยู่ด้วย แถมเป็นของมีลิขสิทธิ์ด้วย ซื้อของแท้ได้มาตัวเดียวเองอ่ะ


กิจกรรมแรกๆของเดี๊ยนจึงเป็นการเดินช้อปของซะส่วนใหญ่ ทั้งแก้วน้ำ จานชาม หม้อไห เสื้อหนาว


ถ่ายหน้าร้าน Snoopy กับเชอรีล (Sheryl) รูมเมทชาวสิงคโปร์สาวฮ็อตทั้งชายและหญิง

อ่อ แล้วก็มีร้านอาหารสุดหรูหลายสไตล์ไว้บริการด้วย ร้านเพื่อนบ้านของเราก็คือ ร้าน Macaroni ชื่อก็บอกแล้วว่าขายอาหารอีสาน..เอ๊ย อีตาเลียน ทั้งพิซซ่า สปาเกตตี้
เราก็ได้ลาภปากตอนก่อนเปิด โดยการให้เราเป็นเหมือนลูกค้าจำลอง มาทดลองสั่งอาหารและทดลองกิน (ปรากฎว่าชั้นท้องเสียทันที แหะๆ กินเยอะไปหน่อยอ่ะ)
ยังเก็บบิลไว้อยู่เลย ตั้ง 40 เหรียญแน่ะ.... บ้าไปแล้ว


รูปนี้ จัมโบ้ถ่ายไว้ เป็นท่าทำเท่หน้าร้าน Donut time อร่อยดี แต่ supที่นี่เป็นเกย์ที่แรดมาก เรียนภาษาไทยเร็วมาก คำด่านี่จะเร็วเป็นพิเศษ ชอบคุยสเปนกับตุ๊ดตู่บ่อยๆ เพราะพวกเราไม่รู้ไง
ตอนเราจะกลับ นิคไปสักชื่อตัวเองเป็นภาษาไทยด้วยนะ ให้น้องนัทเขียนให้ เจ๋งป่ะล่ะ แต่เสียดายตรงที่ตอนพวกเราจะกลับมันเป็นโรคแพ้อะไรซักอย่างเลยต้องกลับบ้านเกิด น่าสงสารมาก


รูปนี้ ข้างหลังเรา คือร้าน Johnny Rocket มีจุดเด่นคือ ถ้าเพลงประจำร้านเปิดขึ้นมา ไม่ว่าพนักงานเสิร์ฟ กัปตัน แคชเชียร์ก็จะต้องออกมาเต้น เอ้า..ออกมาเต้น
เต้นกันเป็น step นะฮ้า...ซ้อมกันมาอย่างดี ชั้นเห็นแล้วเสี้ยนมาก เลยคิดท่าเต้นจากน้องแอนผู้นำสันฯแห่งลาดกระบัง มาเต้นในแคฟบ้าง ท่าไรนั้น...ต้องมาดูเอง

ไม่ได้มีแค่ร้านๆนะ พวก Kiosk หรือ รถเข็นก็มีเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะขายน้ำ และไอติม Dippin Dots ไอติมเม็ดๆอ่ะ อร่อยแสดดดดดดดดดด แต่แก้วเล็ก 4 เหรียญเลยนะก๊า...แก้วใหญ่อย่าให้เซด
แต่หนุ่มๆฝรั่งเค้าก็ใจป้ำซื้อให้คู่เดตกินนะ แอบเห็นหน้าถอดสีเหมือนกันตอนรู้ราคา ของในสวนสนุกนี่แพงหมดล่ะค่ะ ถ้าใครคิดจะไปควรทำอาหารมากินเองหรือแวะซื้อแม็คก่อนเข้าไปนะจ๊ะ

สาวในรูปนี้ เด็บบี้สาวฮอตจากสิงคโปร์มาแรกๆน่ารักมาก หน่มไทยแย่งกันจีบ แต่ต่อไปต่อมาทำงานกลางแดดเปรี้ยงๆเลยผิวแทนกลับสิงคโปร์ไปเลย ก็ยังน่ารักอยู่


รูปนี้เราชอบมาก..เราชอบสีของน้ำพุข้างหลังอ่ะ มันพอดีๆ เบิดบอกว่าถ้าใครโยนเหรียญลงไปในน้ำพุจะได้กลับมาที่นี่อีก ทำไมกูไม่เคยรู้เลยวะ ไม่ได้โยนซะด้วย แต่อยากกลับไปนินา

ทีนี้มีวันนึงเป็นวันเหมือนแบบ Welcome Party ให้พนักงานเล่นเครื่องเล่นเท่านั้น ซึ่งจะเวียนๆไป แต่วันใหญ่ๆที่มีอาหารเลี้ยงด้วยเนี่ย จะมีวันเดียว แจกกระบอกน้ำด้วย คนไทยนี่ก็สมองใสเอามาเป็นของฝากซะงั้น รวมทั้งชั้นด้วย หึหึ
แต่ของตัวเองสีชมพูกลับทำหายอ่ะ หายากด้วย กูเซ็ง
วันนั้นเค้าให้เล่น Skyhawk เครื่องเล่นใหม่ล่าสุด รูปร่างคล้ายเสาชิงช้า แกว่งไปมา โอ้วววว ยืนดูอยู่ถึงกับร้องไห้ กลัว.........
แต่มาแล้วทั้งที เพื่อนก็ชวนกันใหญ่ น้องแอนเล่นหลายรอบทีเดียวแถมได้จับมือหนุ่มสิงคโปร์ซะด้วย อิอิ เราก็ยังใจแข็งอยู่ จนสุดท้ายก็ตกลงไปเล่นล่องเหมืองสุดเฟล คือมันชื่อ Mineride แล้วจะประมาณว่ารถไฟเหาะแหละ

(ที่นี่รถไฟเหาะเยอะมาก แถวนั้นเค้าเรียกว่า Roller Coaster มีตั้ง 16 อันแน่ะ ไม่รวมเครื่องเล่นอื่นๆนะ) นั่งกัน 4 คน ชั้นมือใหม่เลยนั่งหลัง... กลัว
แม่งเล่นตอนกลางคืนนิ มองไรไม่เห็น มันส์ดี แต่มาทำกูเฟลตอนที่ขึ้นไปถึงจุดพีคแล้วอยู่ๆก็ไหลลงมา กูก็กรี๊ดเต็มที่ ห่าเอ๊ย ดับพีคกูได้อีก อารมณ์แบบนี้ (ตามรูป)
อีน้องที่ไปด้วยกันขำใหญ่ บอก พี่ป้อมวันหลังจะมาเล่นกับพี่นะ บิ๊วโคตรๆ จากเครื่องเล่นปกติกลายเป็นเครื่องตื่นเต้นทีเดียว

แต่คืนนั้นขำไม่ออก ตอนที่ทุกคนจูงมือไปเล่น Skyhawk กูแบบ...เอาวะ มาครั้งเดียว ลองดูซะทีจะเป็นไร ตอนขึ้นไปนี่ใจหายวูบ ใจหายจริงๆนะ
คือลืมตาด้วยไง แล้วก็กรี๊ดแหละ แต่สงสัยกลัวความสูงจนลืมการกลั้นหายใจ มันแกว่งไม่กี่รอบนะ ไม่เหมือนเมืองไทยแล้วแต่อารมณ์คนคุม แต่รอบแรกๆนี่บอกตรงๆ "กูจะตาย"
สุดท้ายเลยหลับตาแล้วกรี๊ดอย่างเดียว บอกได้เลยว่า ไม่เคยหลับตาอะไรมืดขนาดวันนั้นมาก่อน น้องๆมันก็บอก พี่ป้อมๆดูเร็วพระจันทร์สวยมาก ดูไฟสิพี่ กูแบบ เออ ไม่เปนไรที่บ้านกูก็ดูได้ กลัวตายมากกว่า (ตายเพราะหายใจไม่ทัน)

สรุปว่า ลงมาแล้ว.....ขาอ่อนเลยทีเดียว น้องที่ไปด้วยบอกว่า ต่อไปก็เล่นอย่างอื่นได้แล้วสิ อันนี้มันก็ขั้นสูงแล้วอ่ะพี่ ชั้นก็เลยตกลงที่จะเล่นอีกหลายๆเครื่องเล่น
เช่น รถบั๊มพ์ (นี่เสียวแล้วหรอ?), รถราง (อู๊ยย เสียวเข้าไปใหญ่)เค้ามีแต่เด็กเล่นกับพ่อแม่ชิวๆ กูขับนี่เหมือนเก็บกด เหยียบคันเร่งได้อีก แปร๋นๆๆๆๆ มันส์สาด เกือบตกรางด้วย


อ่อ......กูพลาด Splash ไปอ่ะ เซ็งเลย อยากเล่น แต่สูงกว่าของดรีมเวิร์ลสองเท่าได้ สะใจทีเดียว
มาเล่น Wildcat ชั้นให้ชื่อไทยว่า แมวบ้า แม่งเอ๊ย น้องๆบอกโอ๊ยไม่เสียวเลยพี่ มึนๆ กูเล่นไปมึนไป เสียวกว่าอี Mineride 8 เท่า เกือบอ้วกเลยวันนั้น อันนี้จะนั่งแค่ 4 คนน่ะ

ต่อมาก็ไป Gemini เป็นรถไฟเหาะสองรางวิ่งแข่งกัน แต่รางยาวแล้วสูงทีเดียว แต่อะไรจะสู้ Skyhawkได้ล่ะ อีนี่ จิ๊บๆมาก เคล็ดลับก็คือ รู้วิธีหายใจเวลามันจะขึ้นพีคแล้วลง ก็หายใจให้สุด แล้วพอมันลงก็ปล่อยกรี๊ด ลมมันจะออกมาเอง สะใจดี
แล้วก็มองไปไกลๆก็ได้ แต่อันนี้มีอีกรางให้เรามองหนุ่มๆ อิอิ ก็เลยชอบมาก...เสียดายเล่นรอบเดียว ขี้เกียจต่อคิว

Credit: Cedarpoint.com

ภาพนี้สวยมาก แต่เราคงถ่ายเองไม่ได้หรอก
Credit: Cedarpoint.com


ข้างหลังนั้นคือ รถไฟเหาะชื่อ Raptor มึนดี (เพื่อนบอกมา เราไม่กล้า กลัวอ้วก)
ส่วนรถไฟเหาะที่คนเล่นยืนเหาะ ชื่อ Mantis จ้ะ (เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย จัมโบ้)

อีกอย่างที่ชอบชื่อว่าDisaster Transport ชื่อดูน่ากลัวเนอะ แต่ว่าโคตรไก่กาเลย เหมือนท่องยานอวกาศน่ะ
อารมณ์คล้ายกับ Space mountain ของดรีมเวิร์ลแหละ แต่เสร็จเร็วไปหน่อยอ่ะ ชอบๆๆๆ มืดดี

Credit: Cedarpoint.com

ถ้าใครอยากลองของ แนะนำให้ไปเล่น Millenium Force ต่อด้วย Dragster แล้วก็ไป Power Tower แล้วก็ไป Maxair นะ
เอารูป Maxair มาฝาก


Dragster คือรถไฟเหาะที่วิ่งด้วยความเร็ว 120 ไมล์ต่อชม.แล้ววิ่งขึ้นไปความสูง 420 ฟุตแล้วทิ้งดิ่งลงมาเท่านั้นเองค่ะ เดี๊ยนรับไม่ได้



Credit: Cedarpoint.com

นอกจากเครื่องเล่นแล้ว ที่นี่ยังมีอีกโซนเป็นสวนน้ำชื่อ Soak City เดี๊ยนก็รู้ว่าจะเล่นน้ำ เลยซื้อบิกินี่รอไว้เรียบร้อย เราซื้อก่อนซีซั่นอ่ะ ก็ไม่แพงนะ สำหรับลายนี้ เราชอบ ใส่ได้สองด้านด้วย (ตัวบนนะยะ ตัวล่างใส่สองด้านก็กระไรอยู่)


สรุปว่าไปเล่นกับน้องแพรวสองคน...น้องแกชวนไปอันแรกเลยครับ สูงโคตรๆ สามสิบเมตรได้ เป็นล่องแก่งอ่ะ เรานั่งในห่วงยางใหญ่ๆแล้วไหลลงมาอ่ะค่ะ นั่งกันสี่คน เพื่อถ่วงน้ำหนัก แรกๆเดี๊ยนไม่เท่าไหร่ พอหลังๆ เฮ่ย มันเอียงทีนี่แทบจะ 90 องศา

รอบแรกน้องแพรวโดน อีกรอบก่อนกลับเดี๊ยนโดนฮ่ะ ชอบมากกกกกกกกกกกก แล้วมันก็มันส์สุดแล้วอ่ะ นอกนั้นก็ไม่มีไร เดี๊ยนกลัวไปเอง เพราะว่ากว่าจะไต่บันไดขึ้นไปเล่นห่วงยางได้ก็แทบตาย นอนลงมาบ้าง นอนแล้วมืดๆก็สนุก ลุ้นดี

อันนี้ตัวเปล่า เสียวโคตร

Inner Tube เล่นสองคน....เสียวอีก ชอบ


อันนี้เจ็บตูดสัด ใส่กุงเกงบิกินี่อ่ะ มันก็ไม่ปิดตูดมากนักหรอก เอาตูดไถมาเล่นอีก

All pics credit from Soak City

จะบอกว่า ที่โน่นน่ะ ไม่มีใครเค้ามองกันหรอก ว่าอีนี่อ้วนแล้วยังกล้าใส่บิกินี่ มีแต่กะเหรี่ยงด้วยกันนี่แหละคอยมอง เราก็เลยคิดหนักตอนที่กลับมาแล้วว่า แล้วจะไปใส่ที่ไหนแล้วคนไม่มองวะ? หุ่นกูก็ไม่ดี อยู่ที่โน่นเนี่ย แบบเราก็ผอมแล้วล่ะ
กะว่าไปเกาะที่ฝรั่งเยอะๆจะกล้าใส่หน่อย ไม่งั้นก็อายอ่ะ ใส่กับกางเกงขาสั้นด้วยก็คงดี ตูดดำอะ

ตบท้ายด้วยรูปเพื่อนที่มาจากชิคาโกมาเที่ยวกัน (แอนฮ่ะ)แต่ดันพลาดกันตอนโทรมานัด เลยได้เจอกันวันเที่ยวเลย วันนั้นเสียดายมาก ฝนตกหนักตอนเย็น เลยไม่ได้เล่นต่อเลย



ข้างหลังสูงๆคือ Power tower ที่ทิ้งดิ่งอ่ะค่ะ


ข้างหลังคือ รถไฟที่ทัวร์รอบๆสวนสนุกค่ะ ...แล้วถ้าเราใส่ชุดพนักงานผ่านตอนรถไฟวิ่งล่ะก็
เราจะต้อง "Wave and Smile" โบกมือและยิ้มค่ะ.....

ขอแถมเรื่องก่อนกลับ ด้วยการที่ Gary เจ้านายใหญ่และตา Dave พ่อครัวใหญ่พาเราทั้งสามคนไปนั่งเรือเล่น...เท่จริงๆ เค้าว่ากันว่าถ้าเอาเงินเก็บมาซื้อเรือ รถเงี้ยจะได้เสียภาษีน้อยลงอะไรประมาณนี้ แถวนั้นเค้าเลยมีเรือเป็นแถวเลย
ดูกันแบบเป็นสไลด์ละกัน จะได้ไม่โหลดยาวนะ

เราว่านะ การมาสวนสนุก ควรจะมากับกลุ่มเพื่อนเยอะๆไปเลย หรือมากับคู่เดตก็ดี จะได้จับมือกันกรี๊ดไง.......บรรยากาศก็รื่นเริงด้วย ชอบจัง
แต่แฟนเดี๊ยนไม่นิยมเล่นเสียวน่ะซี้...........ทำไงดีคะ?

Next บลอคหน้า พาไปเที่ยว Niagara falls เต็มๆค่ะ


edit @ 2006/10/23 22:46:29

2006/Oct/03

ความเดิมตอนที่แล้ว
ตอนแรก Pompoko go inter: From airport 2 airport ตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่องยันมาเหยียบเมกา

ตอนที่ 2 Pompoko Go Inter: Livin a Life ดำรงชีวิตก่อนการทำงานใช้แรงงาน

ตอนที่ 3 Pompoko go inter: Work Work Work วันๆทำงานไรบ้าง

ตอนที่ 4 Pompoko go inter: Being a Food Host เป็น Food Host ไม่ใช่ง่ายๆ

นี่เป็นบลอคเปิดใหม่เป็นเรื่องเมกาและ Work and Travel โดยเฉพาะนะคะ
ถ้าอยากอ่านเรื่องทั่วไป แนะนำให้ไปอ่าน Pompoko เจ้าเดิมนะคะ

อ่านแล้วเม้น หรือฝากรอยเท้าเอาไว้หน่อยนะคะ บลอคนี้ไม่ว่าค่ะ ถ้าจะเม้นว่า
"แวะมาดู", "อ่านแล้วนะ", "เขียนไรวะ?"
จะได้รู้ว่ามีคนเข้ามาอ่านน่ะค่ะ ทำรูปนานนะโว้ยยยย...................ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
อยากให้คนมาอ่านอ่า


กลับมาและ....หลังจากป่วย เจอมรสุมรุมเร้า ... เราเปิดบลอคมาก็อยากจะเขี๊ยน อยากจะเขียน แต่แบบไม่รู้ทำไม เราถึงไม่ยอมเขียนซะที
เอาล่ะ วันนี้จะเป็นเรื่องของการทำงานอีกหน่อยนึง นั่นก็คือ การเป็นแคชเชียร์นั่นเอง
ตอนไปอ่ะ ก็มีตำแหน่ง แคชเชียร์โดยตรงนะ แต่ต้องเป็นคนที่ภาษาอังกฤษดีซะหน่อย เราก็เลยชวดไป
แต่สุดท้ายเราก็ได้ทำตำแหน่งที่เราใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก อู้วววว ถึงขั้นแกะยางลบเป็นตรายางเวลาปั๊มของที่จ่ายเงินแล้วละกัน
นั่นคือ การเป็นแคชเชียร์ หรือที่โน่นเค้าเรียกว่า Cash Register


ตอนแรกก็ต้องฝึกจำก่อนว่าปุ่มไหนอยู่ตรงไหน อุตส่าห์เอาไปท่องก่อนทำเป็นวันเลยน้าา เห่อมาก
แต่เวลาทำจริงๆก็แบบนั่งหาอยู่ดี .....อ่อ แค่วันแรกๆเท่านั้นนะฮ้า หลังเนี่ย หลับตากดยังได้เลย (คุยซะไม่มีอ่ะกู)
การทำหน้าที่นั้นมีขั้นตอนดังนี้
1. กดเปิดล็อคเครื่อง
2. ยิ้มพร้อมทักทายลูกค้า เช่น Hi! How u doin? / G'morning
แล้วสายตาก็มองไปที่ถาดอาหารของเค้าว่ามีไรบ้าง แล้วสแกนอย่างรวดเร็ว
3. พูดชื่ออาหารของเค้าพร้อมกดบนแป้น เช่น U got 2 Cheeseburger , 1 Pop (แปลว่า น้ำอัดลม) , 1 Fries
4. กดรวมตังค์ พร้อมบอกตัวเลข เช่น 13.64 (It's thirteen sixty four) แม่ง...ระยะแรกๆนี่พูดผิดๆถูกๆ ยังไม่ชินเรื่องตัวเลขมากนัก เห็นเลข 6 พูดเลข 4 ก็มี แป้กเลย
5. รับเงินมา พร้อมพูดทวนแบงค์ที่เค้าให้ เพราะจะได้เข้าใจตรงกันทั้งคู่ จะได้ไม่มีปัญหาว่าเราทอนผิด หรือเค้าหยิบแบงค์ผิดแล้วมาเนียนไม่ได้
(U gave me 20 Bucks - Bucks แปลว่า ดอลลาร์ เป็นสแลง - เผื่อว่าบางคนไม่รู้)
6. แล้วก็เปิดลิ้นชักออกมา ดังติ๊งงงงง.......เรียงแบงค์จาก เล็กไปใหญ่ จากขวาไปซ้าย แล้วต้องหันหน้าแบงค์ทางเดียวกัน (อาจเพราะทำให้นับง่ายขึ้นก็ได้)
มีแบงค์ตั้งแต่ 1 / 5 / 10 / 20 / 50 /100


ส่วนเหรียญจะมี 1 เซนต์ เรียกว่า penny เพนนี สีทองแดง


5 เซ็นต์ เรียกว่า Nickle นิกเกิ้ล

10 เซ็นต์ เรียกว่า Dime ไดม์ หรือที่แปลว่า 10 นั่นล่ะ

25 เซ็นต์ เรียกว่า Quarter หรือ 1 ใน 4 (อ่านว่า ควอเดอร์ นะ ตัว t ออกเสียงเป็น d )
แล้วเหรียญควอเดอร์นี่ล่ะ เค้าจะมีรุ่นพิเศษด้วย เป็นประจำรัฐต่างๆ เราก็แอบเก็บสะสมมา เวลาที่ทำแคชเชียร์ แต่ยังไม่ครบทุกรัฐเลยอ่ะ ได้มาแค่ 40 กว่ารัฐเอง
มีเหรียญ 1 ดอลล์ด้วย มีสองสีอ่ะ เราได้สีทองมาอันเดียว


รูปบนนี้ เรียงจากขวาไปซ้าย -> 1$ -> Half $ -> 25 c -> 5 c -> 10 c -> 1c
ภาพเหรียญจาก www.istockphoto.com

7. นับแบงค์ นับเหรียญให้ครบ (จริงๆมีทริคสำหรับการทอนเหรียญให้ดูฉลาดด้วย เราแอบดูเด็กฝรั่งทำมาเลยทำมั่ง)
เช่น ต้องทอน 44 เซ็นต์ ถ้าเราจะทอน 4 ไดม์ 4 เพนนีก็ได้ แต่เราจะทอนแบบ 1 ควอเดอร์ 1 ไดม์ 1 นิกเกิ้ล 4 เพนนี จะดีกว่า เพราะจะได้เฉลี่ยๆการทอนเหรียญให้ไม่มากเกินไป
ฝรั่งบางคนก็ไม่ชอบพกเหรียญเลยทิปซะเลย แต่อย่าหวังว่าจะงุบงิบทิปได้นะคะ เพราะมีกฎว่าพนักงานห้ามรับทิป
แล้วเค้าจะเอาทิปในแก้วนั้น เอามารวมเป็นกองกลาง เผื่อว่าใครทอนขาดไปจะได้เอามาเติมให้ยอดมันบาลานซ์ค่ะ
ซึ่ง...เราเองก็ไม่รู้หรอกว่าทำงานเป็นไง เพราะป้าแกใจดีมาก ไม่เคยบอกเลยว่า "อีหนู...เอ็งทอนผิด ทอนถูกทุกวันเลยว่ะ แกคงไม่รุ่งกับอาชีพนี้"
เราก็เลยได้ใจ หลังๆเลยเอาพวกเหรียญควอเดอร์มาใช้บ้าง เพราะฝรั่งบางคนก็แบบ..เฮ้ย เทเหรียญออกจากแก้วมานับเลย เกรงใจไม่มี
ชั้นเลยแกล้งซะ โดยการเปลี่ยนแก้ว มันจะได้ไม่เอาเงินทิปมาใช้....
อ่อ....แต่เวลาไปกินข้าวที่ร้านข้างนอกน่ะ ควรจะทิปนะคะ เพื่อนที่ทำงานร้านอาหารบอกมา อย่างน้อยก็ 10-15% ของค่าอาหารน่ะค่ะ
ซึ่งกะเหรี่ยงไทยนั้น ติดนิสัย เก็บเรียบทุกเพนนีไม่เสียชื่อสยามประเทศค่ะ...ซึ่งเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามนะคะ เค้าให้ทิป เราก็ควรให้บ้างค่ะ เด๋วจะเสียมารยาท

8. ขอบคุณ แล้วอวยพรให้เค้าไปดี ขอให้มีความสุข
Thank you, Have a good day, Nice day, Great day!
เนี่ยแหละ แค่เนี้ยเอง แถมได้นั่งด้วยนะ อาชีพนี้ ดี๊ดี สบาย.....บางครั้งไม่สบายก็เปลี่ยนกันมาเป็นแคชเชียร์ค่ะ ถือว่าช่วยๆกัน เพราะงานอื่นต้องวิ่ง ต้องเดินตลอดเวลา

อาหารราคาคนไทย สินค้าราคาคนไทย
โทษฐานที่เป็นคนไทย บางครั้งก็จะมีสายตาวิงวอนมาว่า ลดให้กูหน่อยนะ เด๋วกูจะให้สายไหม (Cotton Candy) ร้านกูฟรี , เด๋วไปซื้อตุ๊กตาร้านเรานะ
เราก็เลยแอบลดราคาแบบคนไทยไป ไม่คิดค่าน้ำอัดลมบ้างล่ะ (เพราะจริงๆแล้วคนที่ทำงานในแคฟจะกินน้ำอัดลมฟรี)

อย่ามาวุ่นวายกับกูนะ....เด๋วแม่หนีบ

ต่อมาเราก็เลยลามไปร้านอื่น เช่น ร้านขายของที่ระลึกต่างๆ หยิบมา 10 คิดเงินแค่ 2 ประมาณนี้ ทำไงได้ ....ฝรั่งมันฉลาด แต่มันไม่ยอมเช็คสต๊อคนี่หว่า
แต่ไม่ดีๆนะคะ ถ้าไม่เชี่ยว หรือว่ามีกล้องอยู่เนี่ยไม่ควรทำฮ่ะ เพราะจะโดนจับแล้วไล่ออกทันที (คนไทยก็โดนมาแล้ว --- หลังจากเรากลับอ่ะ --- เฮ้อ ไม่เนียนเลย)


นอกนั้นก็อาจจะได้จัดของในตู้คูลเลอร์ ซึ่งงานนี้น้องแพรวชอบมาก....มันเป็นประชากรที่นั่น (แซวกัน เพราะว่ามันทนหนาวได้เยอะมาก และชอบบ่นว่าร้อน ในขณะที่เพื่อนสั่นไปแล้ว)
ต้องดูนมว่าเสียหรือยัง แล้วมีกฎคือ First In First Out (FIFO) เข้าก่อนก็ออกก่อนนั่นแหละ แบบว่าเอาของที่เสียก่อนมาไว้ข้างหน้าคนจะได้หยิบไป (แต่คงใช้ไม่ได้สำหรับเรา เพราะเราเป็นพวกชอบหยิบหลังๆ)
น้ำอัดลมก็จะมี Pepsi มีน้ำผลไม้ Tropicana รส Fruit Punch, Peach Papaya, Pink Lemonade, Strawberry Melon (รสนี้อร่อยมาก คิดถึงจัง)
มีน้ำไอซ์ทีด้วย มีหลายรส ทั้ง Peach, Raspberry พวกGaterade ก็ขายดีค่ะ (ถ้าจะกระแดะพูดแบบเมกันต้องออกเสียงว่า เก-เดอ-เหรด หรือรวบคำเป็น เกด-เหรด) เพราะว่าเป็นผู้ใช้แรงงานกันทั้งน้าน


มีน้ำผลไม้ Dole ที่ผลิตจากประเทศไทย (เฮือกก....) , นมยี่ห้อ Toft's อร่อยม๊ากกกกกก กินแทนน้ำเลยล่ะ ปกติไม่กินซีเรียลนะ แต่ของที่โน่นมันอร่อยดีว่ะ (หรือเพราะไม่มีไรกินหว่า?)
นอกจากนี้ยังมีพวกสลัดผักด้วย แต่ก็แพงชิบ (อ่านว่า ซ้า-แหลด อ่านอยู่นานมากกว่าฝรั่งจะเข้าใจ)
มีทั้ง Tossed Salad, Chef Salad (อันนี้ไฮโซ มีไข่ มีผักเยอะ), Fruit Salad
ผลไม้ก็มี แต่เป็นพวกองุ่นนะเป็นพวงๆเลย อร่อย..., สัปปะรดก็มาจากประเทศไทยเช่นกัน
แต่ที่เด็ดสุด ก็คือ เค้กช้อคโกเลตค่า.....อร่อยโคตรๆ ราคาแค่ 1 $ กว่าๆเอง เค้กเมืองไทยยังแพงกว่าอีก
อ่อ รูปด้านล่างนี่ ขวาสุดคือ น้ำเปล่านะคะ ขวดละ 1$ เองค่า (38 บาท อู้ว.....กินน้ำก๊อกก็ได้นะ)


ถ้าบางงานเราได้จ๊อบพิเศษไปเสิร์ฟในงานเลี้ยงก็ต้องเปลี่ยนชุดลูกเสือเป็นชุดทักซิโด้สุดแสนไฮโซ ใส่กางเกงด้วย มีหูกระต่ายด้วยนะ เท่อะ ชอบมาก

แถมเราได้ไปเป็นส่วนหนึ่งในงานบอล (ไม่ได้เตะบอลนะ) เป็นงานเลี้ยงสุดหรูหาทุนให้กับ CP อ่ะ มีแต่เศรษฐีมา แล้วก็เต้นรำกัน มีขอแต่งงานกันด้วยนะ So Sweet มาก
เค้าเรียกว่าเป็นงาน Catering หรือจัดเลี้ยงนั่นแหละ ซึ่งงานอื่นๆก็จะเป็นกลุ่มเด็กนักเรียนที่มาพักที่ CP อ่ะ แปลกนะ ฝรั่งชอบกินพิซซ่ากัน ทำให้เราต้องเสิร์ฟพิซซ่าด้วย

ถึงจะแค่เสิร์ฟพิซซ่าก็มีขั้นตอนนะฮ้า....ถ้าเห็นว่าอาหารต่างๆกำลังจะหมดหรือเหลือน้อยกว่าครึ่ง ให้เอาถาดใหม่มาเปลี่ยน แล้วต้องมีอีกคนนึง ยกถาดเก่าออก แต่ห้ามให้ถาดว่างเด็ดขาด ต้องเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
แล้วเอาถาดเก่าที่มันเหลือๆอ่ะ มารวมกับของใหม่ในครัว จัดเรียงให้สวยงาม

โรงอาหารที่โน่น เค้าใช้ภาชนะเป็นโฟมและพลาสติค ใช้แล้วทิ้งหมดเลย นี่...แล้วมารณรงค์ให้ทั่วโลกรักษาสิ่งแวดล้อมทำไมเนี่ย ในเมื่อประเทศมันเองยังใช้โฟมกันเกลื่อนเลย


แต่ถ้าเป็น Catering สุดหรูเนี่ย จะใช้จาน ช้อนส้อม และแก้วหนักๆ ซึ่งก็ต้องล้างด้วยเครื่องล้างจานสุดไฮเทค (แค่เครื่องฉีดน้ำนั่นแหละ) ล้างก็ไม่สะอาดเล้ยยยย บางทีคราบเนยยังติดอยู่ (เดี๊ยนล่ะอยากอ้วก)
คนไทยทนไม่ได้ฮ่ะ ล้างไม่สะอาดแบบนี้ เลยจับฝอยขัดหม้อมาถูๆๆ คราบออกให้หมดด้วยซันไลท์ (เสียดายไม่ไ้ด้ถ่ายรูปมา มันเป็นนวัตกรรมจริงๆค่ะ)

แต่รู้มั้ยที่โน่นน่ะ เค้าให้คนตาบอดมาเรียงขนมปัง และล้างจานอ่ะ (เฮือกกกกกกกก) รู้อยู่หรอกว่าอยากให้เท่าเทียมกันและให้อาชีพกับคนพิการ
แต่ให้มาล้างมีด ล้างของมีคมเงี้ย ลุงแกจะมีแผลที่มือตลอดเลย เค้าคงควานหาของใส่เข้าเครื่องล้างจานไม่เจออ่ะ (แกมีหน้าที่ล้างคราบยากๆแล้วก็โยนเข้าเครื่องล้างจาน จะมีคนธรรมดาอีกคนรอรับจานอยู่ปลายทาง)
สงสารแกมากๆเลย แต่แกก็มีศักดิ์ศรีนะ เราเลยไม่อยากจะทำให้แกรู้สึกว่า มาช่วยเพราะสงสารแก แค่เราพาแกเดินไปเซ็นชื่อก็พอแล้วล่ะ


ภาพในห้องครัว ซึ่งเป็นพื้นที่ๆใหญ่ม๊ากกกก

บางทีต้องตักน้ำแข็ง ยังกะกรรมกร อุปกรณ์คือ พลั่ว 1 อัน ถังพลาสติครูปร่างคล้ายถังขยะเปียกบ้านเรา ถุงพลาสติค และช้อน(ใหญ่ๆ)
จะมีภูเขาน้ำแข็งสูงกว่าหัวเรารออยู่ในห้องให้เราได้ทลายกองนี้มาเป็นน้ำแข็งใส่ในน้ำอัดลมค่ะ ผู้หญิงทั้งน้านนน ไปตักกับพลั่วที่ใหญ่กว่าหัวพวกเราอีก ขนาด 3 กิโลได้ต่อ 1 พลั่ว
เดี๊ยนได้แผลประจำ เลยหลีกเลี่ยงงานนี้ (แย่ว่ะ)


ภาพบริเวณไลน์ค่ะ ที่ลุงเค้าทำอยู่ที่มีไฟก็คือ การตักฟรายส์ใส่กระบะค่ะ

จะยืนอยู่เฉยๆ หรือนั่ง และคุยกันไม่ได้นะ จะโดนจับแยก เลยต้องเนียน
จริงๆมีกฎว่าห้ามคุยภาษาตัวเอง เพราะคนอื่นฟังไม่เข้าใจ แต่พวกเราก็ยังทำอยู่เสมอ เรียกได้ว่าไปเมกาก็เหมือนอยู่ไทย แถมนินทาระยะเผาขนได้อีกด้วย
อุ๊ยยย ไม่ดีๆ เด๋วติดนิสัยมานินทาที่นี่

นอกจากนั้นก็มีหน้าที่จิปาถะ เค้าเรียกว่า Runner เอาไว้เทขยะ , เติมน้ำแข็งระหว่างวัน, เช็ดโต๊ะ , เติมซอส
ว่าถึงเรื่องซอสเนี่ย ที่โน่นเค้าจะมีซอสเยอะม๊ากกก แบ่งเป็นดังนี้
- Ranch ซอสยอดฮิตของคนที่โน่น สีขาวๆ รสชาติเปรี้ยวๆหน่อย ชอบเอาไว้ใส่เบอร์เกอร์
- Mayonaise มายองเนสนั่้นเอง แต่เค้าอ่านว่า เมย์-เนสว่ะ ตอนแรกพูดตั้งนานจะบอกว่า มายองเนสหมดโว้ย ไม่เข้าใจซะที หรือเรียกสั้นๆว่า เมโย (Mayo)
- Ketchup ซอสมะเขือเทศ อย่าไปเรียกว่า Tomato Sauce นะคะ คนละอันกัน อันนั้นเอาไว้ทำอาหารเม็กซิกัน (อ่านว่า เคทฉับ ไม่ใช่ แคทชั้บนะ เด๋วจะเข้าใจว่าเป็น Catch up)
- Mustard not Bastard มัสตาร์ดสีเหลืองๆ เหม็นๆ แต่รสเผ็ดๆนั่นแหละ
- French สีแดงๆนะ รสชาติพอแทนกับซอสพริกได้ (แก้ให้แล้วนะจ๊ะน้องเบิด)
- Barbecue sauce
- Italian อันนี้ก็ไม่รู้ว่าอะไรเหมือนกันว่ะ
-Tar Tar Sauce ซอสนี้เคยกินที่เมืองไทยแล้ว เวลากินกับปลาไง โกลเด้นฟิชของเชสเตอร์กริลล์อ่ะ

พ่อครัวที่โน่นจริงๆก็ไม่เก่งไรมากหรอก เวลาทำมันบดอ่ะ ก็เอามันบดสำเร็จรูปตีในเครื่องตีไข่ , ทำเกรวี่ก็มีสำเร็จรูปอีก โอ๊ย...ทุกอย่างนั้น.....ฉีกซองมาก็เรียบร้อย ไม่ต้องจบ กอร์ดอนบลูจากฝรั่งเศสมาก็ทำได้
ของเราไม่ต้องทำอาหารเอง เพราะมีครัวแยก แต่เพื่อนบางคนต้องทอดเฟรนฟรายส์เอง เจ๋งมากค่ะ

ภาพนี้ ถ่ายไป ร้อนไป... ข้างหน้าคือ Hashbrown ค่ะ เป็นอาหารเช้าอีกอย่างนึง ทำจากมันฝรั่งเส้นๆแล้วปั้นแล้วก็ทอดค่ะ แต่ที่นี่มีแบบสำเร็จอยู่แล้วไม่ได้ทำเอง

เพื่อนร่วมงาน
มีทั้งคนดำ คนขาว เด็ก และคนแก่ ซึ่งทั้งหมดนี้ เราว่าส่วนใหญ่เป็นคนที่น่ารักนะ ได้เพื่อนมาเยอะเลย แต่ว่าเราเองก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกับพวกเค้ามากเท่าไหร่
เริ่มจากคนดำ เพื่อนร่วมงานคนแรกกับกะเหรี่ยง 3 คนก็คือ Venecia จาก Toledo เป็นสาวที่ชอบการสักฮ่ะ แถมยังร้องเพลงเพราะด้วย เพราะว่าเธอร้องเพลงในโบสถ์
แรกๆก็เหมือนจะรักแฟนดี แต่เอ....หลังๆทำไมมากิ๊กกับอีตาคนดำอีกคนเนี่ย? แต่สุดท้ายเธอก็กลับไปตายรังค่ะ (ไงล่ะ สนิทแค่ไหน เล่าให้ฟังด้วยละกัน)


คนที่สอง ชื่อ Tamara หรือ Tam เป็นสาวดำไฮเปอร์ มนุษยสัมพันธ์เยี่ยม จนได้รางวัลประจำ CP เลย ชื่อรางวัลว่า Corner stone เป็นรางวัลของคนทำดีฮ่ะ
เธอคนนี้ จะชอบใส่กางเกงลูกเสือแล้วพับขึ้นไปอีก...(เพื่อ?) ขาเธอก็ยาวอยู่แล้ว ฟันหน้าม้าอีก....แถมดัดฟันด้วย อู้ววว แต่เวลาเธอแต่งตัวไปเที่ยวล่ะก็ เปรี้ยวไม่เบา
คนนี้ก็ฮอตเหมือนกันค่ะ มีหนุ่มๆมาจีบมากมาย แต่เธอไม่เอา เพราะเธอมีแฟนอยู่แล้ว รักเดียวใจเดียวเจงๆ


นอกนั้นจะเป็นคนขาวค่ะ คนนี้เป็นป้า ชื่อป้าลอร่า แกอ้วนๆเตี้ยๆนะ แอบอู้ประจำ แถมแอบกินขนมในเวลางานตลอด แต่แกฮาดีค่ะ แกมีลูกอายุ 16 แล้วนะ แถมลูกแกได้ดิบได้ดีเป็น Sup ด้วย ทำงานโคตรดีเลย ผิดกับแม่ลิบ
ป้าแกรับจ๊อบหลายที่ฮ่ะ ทั้งทำงานในโรงแรมแถวนั้นด้วย แกจะรักแอนเป็นพิเศษอาจเพราะไซส์เดียวกัน อิอิ เป็นแม่ลูกอีกคู่ที่พลัดพรากกันไปนาน


อีกคนเป็นป้าจากเมกาใต้ค่ะ จะพูดสำเนียงแปลกๆ แถมยังฟังภาษาอังกิดไม่ค่อยเข้าใจอีก ทีนี้ กะเหรี่ยงเลยต้องสอนกะเหรี่ยงค๊าาาา เค้าเลยซึ้งใจมาก แถมยังทำงานอีกที่ที่แมคโดนัลด์ด้วย (แอนได้งานพิเศษที่แมค) เลยสนิทกันระดับนึง
แต่แกโดนเด็กปากเสียด่าค่ะ ว่าแกทำงานไม่ได้เรื่องพูดไมค์ไม่เข้าใจ แกเลยเสียเซ้ว เลยเปลี่ยนงานไปกวาดสวนสนุกแทน แกบอกว่า ดีกว่าอยู่กับคนใจร้าย

ส่วนอีกคนเป็นลุงค่ะ ชื่อลุงเดฟ ตอนแรกแกมาเนียนใส่ชุดลูกเสือค่ะ แต่นึกภาพลุงอายุ 60 กว่าใส่ชุดลูกเสือขาสั้นนะคะ อู้ววว.....แรงค่ะ
แต่ความฉลาดของแกเริ่มฉายแววแปลกๆ มาอีกวันแกบอกเราว่า นี่ๆ ฝากหน้าร้านไว้แป๊ปนะ เด๋วมา .....ซักพักค่ะ แกมาพร้อมชุดใหม่ เป็นชุดของ Supervisor ค่าาาา
แกเลื่อนจากพนักงานไปเป็นหัวหน้าค่ะ......แรงมั้ยคะ? จริงๆแกควรจะเป็นหัวหน้ามาตั้งแต่แรกแล้ว แต่แกอยากศึกษางานก่อน รวมทั้งศึกษาความประพฤติของเพื่อนร่วมงานด้วย แกเลยชื่นชอบพวกเราเป็นพิเศษ
เพราะกะเหรี่ยงใช้ง่าย ไม่บ่น มีสัมมาคารวะ ฉลาดด้วย แกเลยรักพวกเรามากค่ะ ตอนเราจะกลับก็พาไปเลี้ยงข้าวที่บ้านด้วย (คิดถึงจัง)


ว่าแล้วก็....ไม่มีไรจะเมาท์และ แต่เด๋วจะแอบเมาท์เรื่องงานอื่นๆที่นึกออกในตอนต่อๆไปนะคะ
บลอคหน้า ได้เวลาของการเที่ยวแว้วววววว เริ่มจากเที่ยวใกล้ๆก่อน นั่นคือ ภายในสวนสนุก Cedar Point นั่นเองค่ะ ใครอยากดูรูปเยอะๆ คราวหน้ามีแน่นอน
อ่อ..........ต่อไป บลอคของการไปเมกา และการทำงาน Work and Travel จะย้ายไปที่บลอคใหม่นะคะ เปิดมาเพื่อการนี้ ...pompoko-in-usa.exteen.com
ส่วนบลอคปกติ pompoko.exteen.com ก็ยังเปิดอยู่เช่นกัน แต่จะเป็นเรื่องอื่นๆในชีวิตแล้วล่ะึ้ค่ะ


edit @ 2006/10/22 19:42:32

2006/Oct/03

ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเม้นในเอนทรี่ที่แล้วนะคะ ไม่ให้รอนาน อัพเดตรายวันกันเลยทีเดียว จะได้มีที่เอาไว้โม้เรื่องอื่น (เรื่องไปเที่ยวอ่ะ เยอะเลย รออ่านก่อนน้า...)

ความเดิมตอนที่แล้ว
ตอนแรก Pompoko go inter: From airport 2 airport ตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่องยันมาเหยียบเมกา

ตอนที่ 2 Pompoko Go Inter: Livin a Life ดำรงชีวิตก่อนการทำงานใช้แรงงาน

ตอนที่ 3 Pompoko go inter: Work Work Work วันๆทำงานไรบ้าง

เราทำหน้าที่ Food Host หรือ พนักงานฝ่ายอาหาร
หน้าที่หลักๆของเราก็เกี่ยวกับอาหารนั่นล่ะ..ตอบได้เคลียร์มากกก...แต่การเป็น Food Host ก็มีหลายหน้าที่นะฮ้า เพียงแต่ว่าประจำที่ร้านขายอาหารเท่านั้นเอง
แล้วก่อนจะทำงานเนี่ยจะให้กะเหรี่ยงไม่รู้เรื่องรู้ราว บางคนก็เจียวไข่ไม่เป็น สามารถทำงานได้เหมือนๆกันก็ต้องมีการเทรนก่อน ทั้งเทรนด้วยคอมพิวเตอร์(เกี่ยวกับความรู้ในการดำรงชีวิตที่ CP)
และการเทรน เพื่อให้ได้ใบแดงที่มีสี่ช่องที่ผูกติดกับบัตรพนักงานน่ะล่ะ แล้วถ้าใครอยากได้เงินต่อชม.เพิ่มก็ต้องมีการเทรนต่อและสอบกับศูนย์สอบเพื่อติดสติ๊กเกอร์ให้ครบ 4 ช่อง ไฮโซมะ
จริงๆ เราควรจะได้ครบอ่ะ แต่ป้า sup เค้าเนียนๆอ่ะ ไม่ยอมสอนซะที เพื่อนบางคนว่างจัด ได้เลื่อนขั้นแล้ว

หน้าที่หลักๆมีอยู่ 5 อย่างจะเวียนๆกันไป
1. Line คือ ทำงานในไลน์ที่ต้องบริการลูกค้า จะมีสองอย่างคือ Entree หน้าที่ตักข้าวราดแกง และ Call back และตำแหน่ง Window มีหน้าที่ตักเฟรนฟรายส์ ไก่ทอด และหอมทอด
2. Cashier เก็บตังค์ อันนี้หน้าที่ไฮโซ สบายสุด เราชอบมาก
3. Cleaning เช็ดโต๊ะ กวาดพื้น หน้าที่นี้ไม่อยากทำก็ต้องทำ(บ้าง) เพราะคนไม่พอต้องเวียนๆกัน
4. Cooler ทำหน้าที่เป็นตู้เย็น เอ๊ย Stock ของในคูลเลอร์ เช่น นม สลัด น้ำอัดลม
5. Runner หรือวิ่งราวทั่วไป... เอิ่ม ไม่ใช่ คือเป็น GB หมุนไปเรื่อยแล้วแต่ใครจะต้องการคนช่วย

Menu ประจำวัน
เราได้มีโอกาสทำงานทั้งกะเช้า กลางวัน เย็น เลยทำให้เห็นเมนูแต่ละช่วงที่ต่างกันไป ซึ่งจะมีเมนูใหม่ๆสำหรับบางคนที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน และมีคำศัพท์แทรกด้วยนะคะ

มื้อเช้า Breakfast ตั้งแต่ 6.30-10.00 a.m.
ก็จะเป็นไข่กับพวกขนมปังปิ้ง แพนเค้ก ค่ะ จะมีเมนูเป็นเซ็ตให้เลือกหมายเลข แต่ละหมายเลขก็จะเป็นเมนูผสมกัน เช่น
Number 1: Egg with Toast เราก็จะต้องถามว่าเค้าต้องการไข่แบบไหน สุกมากน้อย
Over Easy ไข่ดาวที่ไข่แดงไม่สุกแต่มีไข่ขาวเคลือบ จะตอกไข่ลงกระทะแล้วรอให้ด้านหนึ่งสุกเล็กน้อย แล้วก็พลิกกลับให้ไข่ขาวพอสุก เคลือบไข่แดง
Over Medium ไข่แดงจะสุกมากขึ้น สีจะออกเหลืองๆ
Over Hard/Over Done ไข่สุกมากๆ ไข่แดงจะแข็งเป็นสีเหลือง
Sunny Side up ชื่อก็บอกแล้วว่าพระอาทิตย์ส่องฟ้า จะเป็นไข่โคตรจะไม่สุก แถมไม่มีไข่ขาวเคลือบด้วย แบบว่าตอกไข่ปุ๊ป รอ แล้วช้อนขึ้นเลยไม่พลิกคว่ำ
Scramble คนไทยเรียกว่าไข่คน จะเป็นการตีไข่กับนม ปกติจะตีกันในถ้วยก่อนแล้วเทลงกระทะ
แต่ว่าสำหรับการทำที่นี่ พ่อครัวแต่ละคนจะมีความเชี่ยวชาญต่างกัน แถมกระทะก็เป็นแบบแผ่นแบนๆหรือเค้าจะเรียกว่าเป็นการ Grill หรือย่างนั่นเอง ทำให้ไฟค่อนข้างแรง ไข่จึงออกมาไม่น่ารักเท่าไหร่นัก ทำเองดูดีกว่า
Omelette คือ ไข่เจียวห่อเบคอนและชีส

ถ้าเป็นขนมปังปิ้ง หรือ Toast ก็จะมีทั้งแบบขนมปังขาว (White) แบบที่พวกเราชอบกิน และขนมปังวีต (Wheat)ก็คือขนมปังโฮลวีตประมาณนั้น
ส่วนแยมที่กินด้วยนั้น จะเป็นแยมจากฟาร์มของเครือ CP เอง อ่อ...เค้าไม่ได้เรียกแยมนะ เค้าเรียก Jelly (เจลลี่)
เวลาปิ้งจากเครื่องแล้ว เราก็ต้องทาเนยบนขนมปังให้ไม่ชุ่มเกินไป แล้วตัดด้วยมีดให้พอดีคำเป็นเส้นทแยงมุม - มีดที่ใช้หั่นพ่อครัวใหญ่แนะนำมีดที่มีคมโค้งๆ แบบรูปข้างล่างนี้

แทนที่จะเป็นมีดหั่นขนมปังทั่วไปแบบนี้

เพราะว่าจะสามารถจิกมุมของมีดที่โค้งเพื่อเริ่มต้นกดทำเส้นทแยงได้ง่ายขึ้น (ภาพมีดจาก www.knifeoutlet.com)

นอกจากนั้นก็จะเป็นเมนู ไข่+แพนเค้ก ซึ่งแพนเค้กที่ขาย 4 อัน 10 บาทที่บ้านเราขายกับขนมโตเกียวอ่ะ เค้าเรียก แพนเค้กจิ๋ว เพราะแพนเค้กที่นั่น เค้ากินเป็นอาหารหลักในอาหารเช้าเอาอิ่ม ขนาดเท่าจานกินข้าวใบนึงต่อ 1 แผ่นแล้วในชุดนึงมี 3 แผ่น
เวลากินแพนเค้กก็จะกินกับ Syrup (บ้านเราอ่านไซรัป แต่เวลาที่โน่นต้องกระแดะนิดนึง ฝรั่งมันโง่ฟังภาษาอังกิดของเราไม่เข้าใจ ต้องอ่านว่า "ซีรับ")

เมนูยอดฮิตก็จะเป็น French Toast หรือแปลว่าขนมปังฝรั่งเศสนั่นเอง (กูจะแปลทำไม วู้วว) มันก็คือ ขนมปังชุบไข่แล้วทอด กินกับไซรัปนั้นล่ะ แต่ใช้เวลาทอดบนเตานานมาก รอกันเหงือกบานเลยทีเดียว
อีกอันก็จะเป็น Biscuits Sausage Gravy เป็นเมนูที่ดูเลี่ยนๆสำหรับคนไทย แต่ทำไมฝรั่งช๊อบ ชอบนะ...
จะมีอยู่สองส่วนคือ ขนมปังก้อนๆที่เมกันเรียกว่า บิสกิต แต่ถ้าเป็นบิสกิตของบริเตนจะหมายถึง คุ้กกี้นะจ๊ะเด็กๆ และน้ำเกรวี่สีขาวที่มีไส้กรอกบดผสมอยู่ รสชาติจะเค็มๆอ่ะ กินด้วยกันอร่อยดีนะ เราว่า
เวลาคนสั่ง เราก็ต้องบรรจงหยิบก้อนหนมปังมาแบะตรงกลางระหว่างบนและล่างเพื่อแบ่งให้เห็นเนื้อนุ่มข้างใน แล้วก็เอาเกรวี่ราดลงไปให้ทั่วๆ ฉ่ำ
Biscuits sausage gravy
ภาพจาก www.roadfood.com

อ่อ ลืมของที่ทำให้เด็กไทยรอดตายจากการทำอาหารเองแล้วกินไม่ลงก็คือ.....Sausage และ Bacon นั่นเอง เบคอนที่โน่นแบบ...อร่อยแม่กกกก
แล้วเวลาขายอ่ะจะใช้การอบเอา ไม่ทอด มันก็จะกรุบๆ เกรียมๆแล้วมันเค็มๆอ่ะคล้ายหมูแผ่นขอนแก่นประมาณนั้น อูววว
บางคนก็ชอบแบบมันเยอะๆ แต่เราชอบเนื้อเยอะๆ มันจะกรอบแม่กกกกกกก แต่ทำไมเวลามากินเบคอนในไทยแล้วมันไม่เห็นจะอร่อยเท่านั้นเลยอ่า...แถมแพงด้วย ที่โน่นขายเบคอนถูกมาก อร่อยด้วย

ส่วนไส้กรอกนั้น คนไทยคงจะคุ้นเคยกับไส้กรอกเยอรมันหรือไส้กรอกแป้งสีแดงๆที่ปิ้งขายใช่มะ แต่ที่โน่นอ่ะ จะมีไส้กรอกหลากหลายชนิด
ไอ่ที่เรียกว่า Sausage นั้นมันจะทำมาจากเนื้อวัวผสมเนื้อหมูแล้วใช้ไส้จริงๆมาทำ อันจะเล็กๆเท่าขนาดนิ้วกลางของผู้หญิงเท่านั้นเอง แต่ความอร่อยนั้น เกินบรรยาย
พวกไส้กรอกแบบสโมกกี้ไบท์บ้านเราอ่ะ เค้าจะเรียกว่า "Dog" หรือ Hotdog นั่นล่ะ ราคาจะถูกกว่า มีไส้กรอกของเยอรมันด้วย ชื่อว่า Bratwurst หรือ บราทเวิสต์ เรียกสั้นๆว่า บราทหรือแบรท ขนาดจะคล้ายเวลาเราไปสั่งไส้กรอกเยอรมันกินกับขาหมูเยอรมันน่ะแหละ มักจะกินคู่กับเกี๊ยมฉาย เอ๊ย ผักดองที่ชื่อว่า sauerkraut (ซาวเคราท์)ค่ะ
Bratwurst
ภาพจาก wikipedia.org

นี่แค่อาหารเช้านะคะ อาหารกลางวันจะเริ่มขายตอน 11 โมง แต่ช่วง 10 โมงจะหยุดขายมื้อเช้าแล้ว พ่อครัวก็จะเปลี่ยนกะเป็นมื้อกลางวัน

Lunch
สิ่งที่จะมีขายประจำทุกวันที่หน้าที่ Line ต้องทำก็คือ Nachos (นาโชส์) เป็นแป้งข้าวโพดแผ่นบางๆแหละ กินกับชีสหรือMeat Sauce (อารมณ์ซอสเผ็ดอ่ะ) ราคาเพียง 1 $ เท่านั้น ถ้าใส่ชีส 1.25 $
Nachos

แบบนี้จะไม่ใช่นาโชส์ โลโซแล้ว แต่จะยกระดับเป็น Entree เรียกว่า เมนู Macho Nachos ใส่หัวหอมซอย, มะเขือเทศ, พริกดอง (เค้าเรียกว่า jalapeno อ่านว่า ฮาลาพีโน แต่บางคนก็เรียกว่า Pepper เฉยๆก็ได้ ฝรั่งมันก็แยกไม่ออกเหมือนกัน), มะกอกดอง

นอกนั้นก็จะเป็นเมนูพวก burgerทั้งหลาย เราก็แค่ Call back (พูดใส่ไมค์)ให้พ่อครัวข้างหลังทำ
มีระบบจัดการแบบซีรีเบลลั่มและพิทูอีตารี พูดง่ายๆว่า ใช้สมองจำอย่างเดียว ถ้าโง่หรือสมองปลาทองนี่ ทำหน้าที่พ่อครัวไม่ได้นะ ..จะลืม
จนตอนหลังแม่งลืมเยอะจัด พวกคนไทยแสนฉลาดก็ต้องคิดsolutionในการจดคิวและรายการอาหารที่เพิ่งcallไปแล้วจะได้ด่ามันถูก
เมนูเด็ดที่พ่อครัวทำแล้วอร่อยก็คือ Philly Steak ..หยุด..อย่าคิดว่ามันคือ ชิ้นเนื้อสเต็กแต่อย่างใด แต่มันคือ เนื้อแผ่นผัดกับหอมหัวใหญ่และพริกหยวก แล้วโปะบนขนมปังที่มีชีสแผ่นโปะอยู่ แต่มันอร่อยและได้สารอาหารดีนะ ติดอยู่ที่ว่ามันราคา 2.65 $ plus tax นี่สิ เฮ้อ ..คูณเอาเองนะ

แต่อะไรจะสำคัญเท่าเมนูประจำวันละค้าาาาา นั่นคือ Entrée (อ่านว่า อองเทร่ เป็นข้าวจานหลักนั่นแหละ แต่ถ้าไปใช้ที่อื่นที่ไม่ใช่อเมริกาเหนือ อองเทร่จะหมายถึง อาหารก่อนอาหารจานหลัก มีขนาดเล็ก-จากวิกิพีเดีย) เพราะมันแพงสุด และไฮโซสุด เราก็มีหน้าที่ตักอาหารแต่ละจานให้พนักงานที่เป็นลูกค้าเรา ราคาจะอยู่ที่ 2.5-4.75$
เมนูก็จะมีพวกแบบลาซานย่า (Lasanga) ข้าว Jumbalaya (ข้าวจัมบาลายา), au gratin (โอ กราแตง), สตูลูกชิ้น (Stew Meatball), Mashed Potatos (มันบดราดเกรวี่), Buffalo Wings ใครสนใจเมนูไหน เชิญหาในกูเกิ้ลเองฮ่ะ
แล้วพวกแบบเบอร์เกอร์ไฮโซที่มีเครื่องเยอะ แล้วไม่ใช่ของที่ทำหลังครัว เราก็ต้องเป็นคนจัดเรียง ทั้งผักและชีส ทำให้เรารู้จักชนิดของชีสมากขึ้น เช่น Cheddar cheese (เช้ดดาร์) จะเป็นชีสเค็มๆสีส้มๆที่มันอยู่ในแครกเกอร์ของ Ritzอะ , American Cheese, Provolone(พรอพวอโลน), Pamesan (พาเมซอน -อันนี้ใส่พิซซ่าบ่อย)
(ศึกษาประเภทของชีสได้ที่ www.cheese.com)

ส่วนอาหารที่ต้องมีไว้ตั้งแต่กลางวันจนปิดก็คือ พิซซ่านั่นเอง เร็ว สะดวก ราคาถูกและอิ่ม ด้วยความที่เปปเปอโรนี่ถูกมาก เลยใส่ไม่อั้น จะมีสองแบบพื้นฐานคือ ชีสพิซซ่าและเปปเปอโรนีพิซซ่า ชิ้นละ 1.25$ เองมั้ง แต่ถ้าอยากได้หน้าอื่นก็สามารถสั่งได้
ถ้าพิซซ่าหมด เราก็ต้องเข้าไปยกถาดพิซซ่าในครัว ซึ่งที่นั่นทำอาหารกันง่ายมาก ทุกอย่างมีสำเร็จรูปแค่แกะแป้งแผ่น (ไม่ต้องนวดเอง) ทาซอสแล้วโรยเปปเปอโรนี วางใส่เตาอบแบบเลื่อน รอจนมันเลื่อนออกมา เสร็จและ ง่ายจะตาย

และจากการเทรนก่อนทำงานที่ CPทำให้เราได้รู้ว่า
- ก่อนเราจะจับอาหารต้องล้างมือก่อน 20 วินาทีด้วยน้ำสบู่ แล้วเช็ดมือด้วยกระดาษ ก่อนใช้กระดาษที่เช็ดมือนั้นปิดก๊อกอีกที เพราะมือเราจะได้ไม่เปื้อนกับก๊อกอีก
- เวลาเราจับอาหารเราต้องใส่ถุงยาง เอ๊ย ถุงมือทุกครั้ง แล้วถ้าจับเนื้อมาแล้ว จะเปลี่ยนมาจับผักก็ต้องเปลี่ยนถุงมือใหม่เสมอ
- เวลาเราใช้มีดหั่นอาหารก็เช่นกัน มีดหั่นเนื้อก็มีดนึง มีดหั่นผักก็อันนึง ใช้แทนกันไม่ได้ เพราะมันจะไม่คม แล้วใช้อันนึงแล้วก็อย่าเอามาใช้กับอีกสิ่งนึง มันจะเป็นการ Food Contaminate
- ที่คีบแต่ละอย่างก็ต้องใช้แยกกันเช่นกัน ไม่ใช่อันนึงคีบผัก จะหยิบอันนี้มาคีบเนื้อก็ไม่ได้ ป้องกันอาหารปนเปื้อนน่ะค่ะ
- น้ำยาแต่ละอย่างมีหน้าที่ในการทำความสะอาดแตกต่างกัน แต่มีน้ำยาอยู่ตัวนึงอันตรายมากต้องผสมกันในสัดส่วนที่โอเค และไม่ควรถูพื้นยางเพราะจะเหม็น มีชื่อว่า DAclean
- เวลาถูพื้นหรือถูโต๊ะ ต้องใช้น้ำร้อนผสมซันไลท์เท่านั้น (ซันไลท์ที่โน่น ไม่ใช่ธรรมดานะคะ เป็นน้ำยาสารพัดประโยชน์เลยล่ะ)
- ส่วนการเช็ดสนิมนั้น จะมีสเปรย์สำหรับพ่นละลายสนิมต่างหาก ...(เหม็นสาด) แต่เวลาขัดออก ก็เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งของเรา
- ที่โน่น ถังใส่น้ำถูพื้น (Bucket) จะมีที่บีบน้ำจากไม้ถูพื้นทำให้เราไม่ต้องสัมผัสมันด้วยมือเรา

คราวหน้าเป็นหน้าที่ของตำแหน่งแคชเชียร์และมีหน้าที่อื่นอีกนะ...และมีคำศัพท์จากอาหารให้อ่านอีกเยอะเลย
แค่นี้ยังดูน้อยไป แต่พล่ามมายาว กลัวจะเบื่อ แบ่งอ่านละกัน